This is default featured post 1 title
This is default featured post 2 title
This is default featured post 3 title

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ: นวัตกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ นวัตกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย

เอกสารทางวิชาการฉบับนี้เกิดขึ้นจากการประมวลบทความที่ผู้เขียนเขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการบรรยายแก่ชาวอุดมศึกษาที่สนใจเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนับตั้งแต่มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในรูปแบบนี้แห่งแรกของประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน บทความที่ประมวลมานี้สะท้อนแนวคิดเชิงหลักการ แนวปฏิบัติ ปัญหาและความสับสนที่เกิดขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อันเกิดจากการขาดการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและมีการตีความต่างๆ นานาเนื่องจากเป็นของใหม่

ในฐานะที่ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในระยะที่มีการศึกษาเพื่อแสวงหารูปแบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่เหมาะสมมาตั้งแต่ก่อนจะตกผลึกเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมพร้อมทั้งนำมาปฏิบัติ โดยได้รับการมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ที่ใช้รูปแบบนี้ และผู้เขียนได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีคนแรกที่รับผิดชอบการบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจนกระทั่งตั้งตัวและดำเนินการได้ตามแนวคิด หลักการ ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตราบจนถึงทุกวันนี้ จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนี้ เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าใจ เข้าถึง และนำแนวคิดและแนวปฏิบัติไปจัดและดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์

การที่จะทำเช่นนี้ได้จำเป็นต้องมีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง และสะท้อนบริบทอุดมศึกษาของประเทศไทย ที่เกิดจากการประยุกต์หลักการและประสบการณ์  จากการปฏิบัติจริงเพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ผู้เขียนหวังว่าบทความที่ประมวลขึ้นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของข้อคิดและข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจได้บ้างตามสมควร

(ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน)

นักบริหารวิชาการอิสระ

14 พฤศจิกายน 2559

ปฐมบทของค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนังสือ ปฐมบทของค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ส.จ.ม. เป็นองค์การนิสิตแห่งแรกในประเทศไทยที่รับเอากิจกรรมค่ายอาสาสมัครเป็นกิจกรรมนิสิตในปี พ.ศ. 2502 โดยอนุมัติให้จัดตั้งค่ายอาสาสมัครค่ายแรกขึ้นที่บ้านนาเหล่าบก อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2502 โดยใช้ชื่อว่า “ค่ายอาสาสมัครเพื่อสังคม” เพื่อเป็นปฐมบทของการจัดค่ายอาสาสมัครในฐานะเป็นกิจกรรมนิสิต นักศึกษาในวงการมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ความสำเร็จอย่างงดงามของค่ายอาสาครั้งแรก ทำให้สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งชมรมค่ายอาสาสมัคร เพื่อสืบสานกิจการนี้ให้เจริญก้าวหน้าต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ใช้ชื่อ “ค่ายอาสาสมัคร” โดยยกคำ “เพื่อสังคม” ไปเป็นส่วนของวัตถุประสงค์จึงเรียกค่ายนี้ว่า “ค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม.” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้เริ่มการและเป็นผู้อำนวยการค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. คนแรกและค่ายแรก ต้องทำหน้าที่สาธยายเรื่อง ความเป็นมานี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วง 56 ปีที่ผ่านมานับแต่การจัดตั้งค่ายแรก จึงเห็นความจำเป็นที่จะรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิเกี่ยวกับค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. เท่าที่จะหาได้ มาจัดพิมพ์รวมเล่มไว้เพื่อการอ้างอิงต่อไป ผู้เขียนจึงขอนำเสนอข้อเขียนฉบับเดิม 2 เรื่องที่เคยเขียนไว้และค้นหาได้มารวมไว้ในหนังสือเล่มน้อยนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. และผู้สนใจเรื่องค่ายอาสาสมัครตามสมควร

ขอมอบหนังสือเล่มนี้เป็นบรรณาการ ในโอกาสครบ 56 ปี แห่งการก่อตั้งค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอันเป็นที่รักและเทิดทูนของชาวค่ายและของผู้เขียนตลอดกาล

 

ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน

ผอก.ค่ายอาสาสมัคร ส.จ.ม. 1 และ 2 บ้านนาเหล่าบก และบ้านน้ำเมา

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Development of Cooperative and Work-Integrated Education (CWIE) in Thailand and ASEAN 2014

This booklet contains two academic articles based on the presentations that Prof. Dr.Wichit Srisa-an was invited to make at the Japan Forum for Work-Integrated Learning (WIL) funded by Japan’s Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology (MEXT) from February 6th to 7th, 2014 at Arcadia Ichigaya in Tokyo, Japan.  CWIE Report 2014

พัฒนาการสหกิจศึกษาในประเทศไทยและอาเซียน

 

เรื่องที่กำลังมาแรงในประชาคมโลกระยะนี้เรื่องหนึ่ง คือ สหกิจศึกษานานาชาติ (International Cooperative and Work-Integrated Education หรือ ICWIE) สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในประเทศไทย รวมทั้งสมาคมสหกิจศึกษาไทย ได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการดำเนินการเรื่องนี้ทั้งในอาเซียนและในประชาคมอื่นทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชีย สมาคมสหกิจศึกษาไทย เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดทั้งในประเทศและในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้เขียนในฐานะนายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ WACE-ISO at SUT (WACE International Satellite Office at Suranaree University of Technology) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ได้รับเชิญจาก Japan Forum for Work-Integrated Learning ด้วยความสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศญี่ปุ่น ให้ไปเป็นวิทยากรการจัด Workshop และ Special Lecture ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เรื่อง พัฒนาการสหกิจศึกษาในประเทศไทยและประเทศอาเซียน บทเรียนสำหรับประเทศญี่ปุ่น  ผู้เขียนได้เรียบเรียงบทบรรยายดังกล่าว เป็นบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของ wichitlikhit.com หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านตามสมควร

 

29 พฤษภาคม 2557

รายงานเรื่อง พัฒนาการสหกิจศึกษาในประเทศไทยและประเทศอาเซียน บทเรียนสำหรับประเทศญี่ปุ่น  (CWIE Report 2014)

วัฒนธรรมการประกันคุณภาพ: คู่คิดหรือคู่แข่ง

ผมได้มีโอกาสรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้ผู้เข้าประชุมทางวิชาการประจำปีของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556  ผมได้นำเสนอเรื่องวัฒนธรรมการประกันคุณภาพ: คู่คิดหรือคู่แข่ง ตามที่ สมศ. กำหนด  โดยได้จัดทำเพาเวอร์พอยท์ประกอบการบรรยายแบ่งเป็น 6 ตอน ประกอบด้วย

  1. ปฐมบทของการประกันคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย
  2. สาระสำคัญของบทบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
  3. เป้าประสงค์ของการประกันคุณภาพการศึกษา
  4. วัฒนธรรมคุณภาพ (Quality Culture) กับการประกันคุณภาพของสถานศึกษา
  5. วัฒนธรรมการประกันคุณภาพการศึกษา: คู่คิดหรือคู่แข่ง
  6. วัฒนธรรมคุณภาพ คือ วิถีชีวิต

สาระสำคัญของแต่ละตอน มีดังต่อไปนี้

ได้โดยไม่รู้ตัว

ในช่วงที่ผมไปประชุมสหกิจศึกษาโลก ในฐานะกรรมการบริหารของสมาคมสหกิจศึกษาโลก (World Association of  Cooperative and World Integrated Education – WACE) ที่ประเทศเซาท์แอฟริกา (South Africa) ในสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนพฤศจิกายน 2556 มีเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจแบบไม่รู้ตัวมาก่อน 2 เรื่อง กล่าวคือ

เรื่องที่หนึ่ง เกิดขึ้นที่งานปิดการประชุมสหกิจศึกษาโลกที่มหาวิทยาลัย Durban ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมงานที่เป็นราตรี Kala Dinner เฉลิมฉลองการปิดประชุมมีวงดนตรีทหารเรือวงใหญ่บรรเลงตลอดงาน นอกจากการร่วมรับประทานอาหารค่ำแล้ว ผู้เข้าประชุมเจ้าภาพและแขกรับเชิญรวมกันประมาณ 500 คน จะร่วมกันเต้นรำและลีลาศอย่างสนุกสนาน ในภาคพิธีการจะมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ WACE ประกาศยกย่องรวมทั้งผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน ผมได้รับเชิญไปร่วมงานด้วยผู้หนึ่งในฐานะกรรมการบริหาร WACE อย่างที่เคยได้รับเชิญทุกครั้งที่มีการประชุมสหกิจศึกษาโลกในประเทศต่างๆ มีการเชิญกรรมการบริหาร WACE จากประเทศญี่ปุ่นขึ้นไปปรากฏตัวบนเวทีทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศการมอบรางวัล ท่านผู้นี้ได้ประกาศสดุดี (Citation) ประวัติและผลงานพร้อมทั้งเชิญให้ประธานในพิธีมอบโล่ Academic Award  ให้แก่ผม โดยไม่มีใครแจ้งให้ทราบมาก่อนเหมือนทุกครั้งที่เคยได้รับรางวัล เมื่อขึ้นไปรับโดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน จึงทราบว่า WACE ปิดเป็นความลับ เพราะต้องการ Surprise ผม ผมจึงหยอกผู้มอบว่า ระวังนะทำอย่างนี้กับผู้สูงวัยเดี๋ยวหัวใจจะวาย!

จัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โรคร้ายทำลายอุดมศึกษา (จบ)

ผ่านเรื่องราวการสัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการศึกษาไทยจากปากของ “ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน” มา 3 ตอนเต็มๆ ฉบับนี้เห็นทีต้องขอเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีใครเบื่อ ฉบับนี้ทีมข่าวการศึกษาสยามธุรกิจ จะนำผู้อ่านไปฟังมุมมองของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนนี้ เกี่ยวกับการนำนโยบายไปใช้และอื่นๆ

“ปัญหาอย่างแรกคือ ปัญหาเรื่องครู เรามีปัญหาเรื่องคุณภาพของครูและขาดแคลนครูในบางสาขาวิชา ซึ่งการขาดแคลนนี้ยังส่งผลสะท้อนไปถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กทำให้แย่ลงไปด้วย  จะเห็นได้ชัดว่าถ้าไม่แก้ปัญหาเหล่านี้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นไม่ได้  ด้วยเหตุที่ว่า 1. โรงเรียนจำนวนหนึ่งขาดแคลนครู อย่างนี้ต่อให้พัฒนาอย่างไรก็พัฒนาไม่ขึ้น  2. เรื่องคุณภาพของครูนั้น ถ้าหากครูที่มีคุณภาพไม่เพียงพอแล้วเราไม่เร่งแก้ปัญหาจะทำให้เป็นปัจจัยที่จะขัดขวางการนำไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายได้”


‘ห่วงการนำนโยบายไปใช้’ มุมมองของวิจิตร ศรีสอ้าน’

ฉบับนี้ยังคงอยู่ที่เรื่องราวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน” ที่สะท้อนให้เห็นระบบการศึกษาโลกและประเทศไทย  ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ควรเริ่มทำก่อนคือ เรื่องการสร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา เรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องการตอบสนองความต้องการศึกษาของบุคคล และเรื่องทรัพยากรในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องเป็นสากลสอดรับกับโลกาภิวัตน์และการเตรียมบัณฑิตให้มีความรู้ที่ใช้ประโยชน์ในประเทศที่จะไปทำงานได้ เป็นต้น

“ถ้าประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมี 2 เรื่องที่จะเกิดขึ้นทันที คือ 1. เป็นโลกาภิวัฒน์มากขึ้น หมายความว่าเป็นเรื่องของการไร้พรมแดน เรื่องการค้าขายของทั้ง 10 ประเทศจะไม่มีพรมแดน วันหนึ่งข้างหน้าพาสปอร์ตอาจไม่ต้องมีในการเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปทำงานก็เป็นได้ และต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน  สมมติใน 3 ปีข้างหน้าเมื่อไปถึงจุดนั้นจะมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น  แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราจะสามารถข้ามประเทศไปได้เลย  ก็ต้องมีการเตรียมตัวด้วย และ 2. มีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งในที่นี้ไม่ได้จำกัดว่าอยู่ในอาเซียนอย่างเดียว  สามารถข้ามไปประชาคมโลกอื่นที่เราติดต่อค้าขายกับเขาในทั่วโลกได้ด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า การเตรียมบัณฑิตที่จะทำให้มีความเป็นสากล ต้องเป็นแง่ที่ว่า จบเมืองไทยแต่ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก”

อดีต รมว. ศธ. ชี้ น.ศ. ควรรู้มากกว่า 2 ภาษา

ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” เชื่อว่าหลังจากเมื่อฉบับที่แล้วเราได้นำเสนอเรื่องราวทางความคิดของ “ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับนโยบายทางการศึกษาที่ภาครัฐควรทำเพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นไปแล้ว  บทสนนาต่อไป เราได้ถามถึงเรื่องราวการเปิดเสรีทางการค้าหรือ AEC ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2558  มุมมองของดร.วิจิตรต่อเรื่องนี้น่าสนใจไม่แพ้กัน

           “อนาคตการศึกษาไทยและการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น  ผมคิดว่า  1. ต้องสอดรับกับโลกาภิวัตน์ ต้องทำให้คนไทยไม่เป็นแค่พลเมืองไทย แต่เป็นพลเมืองโลก สามารถเข้าใจตัวเองเข้าใจคนอื่น เข้าใจสังคมและประเทศชาติของตนและของคนอื่น และต้องมีทักษะไปทำงานได้กว้างขวางขึ้น  2. ต้องมีความเป็นสากลเรื่องของมาตรฐาน มีความเป็นสากลมากขึ้น  เราต้องเตรียมคนให้เข้าสู่มาตรฐานสากลให้ได้ เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องสำคัญ หากพูดถึงการที่เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สิ่งที่ควรเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน นักศึกษาจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่อง คือ 1. เรื่องของความเป็นมั่นคง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการศึกษาสักเท่าไรแต่จะไปเกี่ยวกับทางทหาร 2. เรื่องสังคมและวัฒนธรรม เป้าหมายของเขาคือ การที่จะสร้างอาเซียนให้เป็นประชาคมเดียวกัน  หมายความว่าทุกประเทศที่เป็นสมาชิกต้องเตรียมประชาชนในแต่และประเทศให้เป็นอาเซียนด้วย คือต่อไปนี้คนไทยจะต้องเป็นคนไทยที่มีความตระหนักรู้ มีสำนึกความเป็นอาเซียนโดยเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองอาเซียนควบคู่กันไป”

ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ย้ำนโยบายสวยหรู…ต้องปฏิบัติได้จริง!

ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ได้มีอากาสนัดสัมภาษณ์ “ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2551 สมัยที่พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายกสภามหาวิทยาลัยเทพสตรี ทั้งนี้ผลงานที่สำคัญ คือ การผลักดันเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ในการเดินทางไปสัมภาษณ์ครั้งนี้เราได้ไปที่ห้องทำงานส่วนตัวของ “ศ.ดร.วิจิตร” ที่ชั้น 22 อาคารพญาไทพลาซ่า เป็นที่ตั้งของหน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นห้องทำงานเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มากกำลังดี การสนทนาเริ่มขึ้นหลังจาก “ศ.ดร.วิจิตร” ได้สะสางงานเป็นที่เรียบร้อย โดยท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทิศทางการศึกษาไทยไว้ดังนี้